โซฟียา ศิริคาน

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

7 ที่เที่ยวน่าสนุกเมืองขอนแก่น ม่วนคั่กๆ


เนื่องจากในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนาคือ วันอาสาฬหบูชา ทางคู่หูเดินทางจึงอยากเชื้อเชิญให้เราชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับโลกในยุคปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่ทางทีมงานได้ออกไปทำคอลัมน์เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านก็ไม่เคยพลาดที่จะต้องแวะวัด ทำบุญ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้นๆ เช่นกัน โอกาสนี้เราจึงอยากจะพาคุณผู้อ่านไปกราบนมัสการพระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ณ วัดหนองแวง ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุ 9 ชั้นอันงดงามตั้งอยู่ที่นั่น พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองขอนแก่น
วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น เรือนยอดทรงเจดีย์ (จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น) จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน ในระหว่างการเดินขึ้นเราจะได้ยินเสียงอันไพเราะก้องกังวานของกระดิ่งที่แขวน ไว้โดยรอบพระธาตุทั้ง 9 ชั้น ทำให้มีความสุขใจในขณะเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น พร้อมยังสามารถเดินชมศิลปะและความงดงามของบานประตู ภาพวาด และหน้าต่างแกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ ในชั้นบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทัศนียภาพความสวยงามของเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนครที่มีพื้นที่ กว้างใหญ่ถึง 600 ไร่
ภายในองค์พระธาตุแต่ละชั้น
-   ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุม มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ประดิษฐานอยู่ บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น แบบ 3 มิติ และมีจิตรกรรมฝาผนังประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น
-   ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้อห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า "คะลำ" ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อ ซึ่งมีทั้งหมด 35 ข้อ บานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์ และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย
-   ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น
-   ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า ภาพวาดที่บานประตู หน้าต่าง เป็นภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศ และตัวพึ่ง-ตัวเสวย
-   ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก
-   ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร
-   ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้
-   ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา พระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น
-   ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 - 18.00 น.
พระธาตุขามแก่น สร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิ ตำบลบ้านขาม ตามประวัติโดยย่อกล่าวว่า โมริยกษัตริย์ เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน อาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้งพระ พุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุ ณ พระธาตุพนม จึงโปรดให้พระอรหันต์และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมาในครั้งนี้ เมื่อผ่านมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วและบริเวณนี้ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพัก ชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้าน เมืองของตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับ ยืนต้นแตกกิ่งก้านผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์ คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้พร้อมกับนำ พระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุและให้นามว่าพระธาตุขาม แก่นมาจนทุกวันนี้ พระธาตุขามแก่นถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุเป็นประจำ บริเวณด้านข้างก็จะมีโบสถ์สมัยโบราณซึ่งมีสถาปัตยกรรมของการแกะสลักไม้ตรง บริเวณหน้าจั่วที่สวยงาม พร้อมชมภาพวาดแปลกตาที่มีทหารยืนเฝ้าด้านหน้าประตูโบสถ์
ศาลหลักเมืองขอนแก่น เป็นสถานที่อันศักดิสิทธิ์ที่ชาวขอนแก่นให้ความเคารพสักการะอย่างมาก ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ ถนนเทพารักษ์ หน้าเทศบาลขอนแก่น ท่านเจ้าคุณปู่พระราชสารธรรมมุนี และหลวงธุรนัยพินิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ริเริ่มสร้างขึ้น โดยนำหลักศิลาจารึกจากโบราณสถานในท้องที่อำเภอชุมแพมาประกอบพิธีทางพุทธ ศาสนา และตั้งเป็นศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2499  ปัจจุบันได้มีการระดมทุนจากชาวบ้านซ่อมแซมศาลหลักเมืองหลังเก่าให้ดูดีขึ้น เสริมยอดฉัตรทองคำหนัก 8 กิโลกรัม พร้อมการขยายพื้นที่ให้สามารถจัดกิจกรรมสำคัญของเมือง ทำให้ศาลหลักเมืองเป็นทั้งที่เคารพสักการะและเป็นลานกิจกรรมไปในตัว ในยามค่ำคืนจะมีการประดับไฟ หรือบางครั้งเราก็จะได้เห็นการฉายหนังกางแปลงในบริเวณนั้นเพื่อเป็นการแก้บน ต่อท่านเทพารักษ์อีกด้วย
วัดพระพุทธบาทภูพานคำ ตั้งอยู่บริเวณไหล่เขาภูพานคำ อำเภออุบลรัตน์ ก่อนถึงทางเข้าเขื่อนอุบลรัตน์เล็กน้อย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองในมณฑป และโดดเด่นด้วยพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หรือ หลวงพ่อใหญ่ ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณเชิงเขาอย่างสง่างาม มีความสูงถึง 14 เมตร มีบันไดทางขึ้นจากลานวัดไปยังยอดเขาจำนวน 1,049 ขั้น หรือจะขับรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาก็ได้  สามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบเขื่อนอุบลรัตน์ได้สวยงาม
เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน สร้างกั้นลำน้ำพอง ตรงช่องเขาแนวต่อของเทือกเขาภูพานและภูพานคำ บริเวณเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม ลมพัดเย็นสบาย มีสวนหย่อมให้นั่งเล่นพักผ่อนหย่อยใจ ภายในบริเวณมีร้านอาหารและบ้านพักให้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ทำการเขื่อนอุบลรัตน์ โทร.0-4344-6231 หรือ กรุงเทพฯ โทร. 0-2436-3271-2
การเดินทางไปชมเขื่อน ไปได้ตามทาง หลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) ห่างจากขอนแก่น 26 กิโลเมตร ถึงหลักกิโลเมตรที่ 470-471 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เขื่อนอุบลรัตน์อีก 24 กิโลเมตร รวมระยะทางห่างจากตัวเมือง 50 กิโลเมตร
บางแสน 2 ตั้งอยู่ที่บ้านหินเพิง ตำบลท่าเรือ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กิโลเมตร บรรยากาศโดยรอบของชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ กิจกรรมกีฬาทางน้ำที่น่าสนใจก็คือ การบริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่าโบ๊ท, ห่วงยาง นอกจากนี้ยังมีบริการร้านอาหารตลอดแนวฝั่ง เน้นเป็นอาหารที่ปรุงจากปลาภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ได้แก่ ปลานิล, ปลาตะเพียน, ปลาช่อน, ฯลฯ  บรรยากาศดี
ถนนคนเดิน จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน  พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 - 24.00 น.
การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว
 - ขอนแก่น อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางรถยนต์ 445 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี ตรงหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจังหวัดขอนแก่น 
-  อีก เส้นทางหนึ่ง ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงสระบุรีแล้วตรงไปตามถนนสระบุรี-ลำนารายณ์ แยกขวาเข้าเส้นทางม่วงค่อม-ด่านขุนทด-ชัยภูมิ-ขอนแก่น หรือ สระบุรี-ลำนารายณ์-อำเภอเทพสถิตย์-ชัยภูมิ-อำเภอมัญจาคีรี-อำเภอพระยืน- ขอนแก่น

รถโดยสารประจำทาง
มีรถออกจากสถานีขนส่งจตุจักรฯ (หมอชิต 2) ทุกวัน สอบถามตารางเดินรถได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส. หรือ www.transport.co.th

กระบี่เมืองน่ารัก ริมฝั่งอันดามัน




กระบี่ เมืองเล็กๆน่ารักที่มีความเป็นมาเนินนานตั้งแต่ครั้งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกระบี่ แม่น้ำสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทย แต่กลับให้ชีวิตกับผู้คนมากมายหลายสมัย จวบจนปัจจุบัน ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ซึ่งต่างยึดถือการมีชีวิตเรียบง่าย บ้างก็อยู่ริมฝั่งทะเลส่วนใหญ่มีชีวิตกับอาชีพประมงและการท่องเที่ยวที่โตวันโตคืน ในขณะที่ผู้คนซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์มีอาชีพเกษตรที่ สำคัญคือสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหลักภาพของที่นี่ผู้คนอาจมีความเชื่อหลากหลายของศาสนาแต่ ทว่ากับอยู่กันได้ดีมีวัฒนธรรมผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัว กระบี่เมืองนี้จึงเป็นเมืองน่ารักริมฝั่งทะเลอันดามันที่ผู้คนอยากมาเยือน ทุกเมื่อ
ฤดูกาลท่องเที่ยว: สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ฤดูร้อนช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
เวลาที่ดีที่สุด: ช่วงเวลาเช้าและช่วงเวลาเย็น

มหัศจรรย์ช่องประตู สู่องค์พระปฐมเจดีย์




ยมชมพระราชวังสนามจันทร์ สมบัติคู่เมืองนครปฐม งดงามด้วยงานสถาปัตยกรรม มหัศจรรย์มองผ่านช่องประตูสู่องค์พระปฐมเจดีย์ทรงลังกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังสนามจันทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2450 เพื่อใช้เป็นที่ประทับขณะแปรพระราชฐานมาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ พระราชวังสนามจันทร์ประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักหลายหลังซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเป็นเลิศทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น ที่สำคัญ มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เมื่อมองจากพระที่นั่งพิมานปฐม บริเวณห้องพระเจ้า (ห้องพระ) จะเห็นเทวาลัยคเณศวร์ และพระปฐมเจดีย์อยู่ในแนวเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แห่ง อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน เพื่อสามารถทำความเคารพได้ทั้งหมดภายในครั้งเดียว
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง :
เปิดให้เข้าชมเวลา 09.00 น. – 16.00 น. ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น. ปิดทำการในวันหยุดนักขัตฤกษ์
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลขจ 4 ถึง จังหวัดนครปฐม แยกขวาเข้าพระราชวัง
สอบถามข้อมูเพิ่มเติม ติดต่อ :
ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม-นครปฐม) โทร. 0 3475 2847-8

เชียงคาน หนาวนี้ต้องไป..เลย


เชียงคาน เมืองโบราณ ที่ไม่ล้าสมัย"
เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี เมืองเชียงคานเป็นเมืองโบราณที่มีเพียงบ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจน เกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามเชียงคานจะไม่เปลี่ยน แปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไปได้ครับ เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยะธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล ครั้นประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ศิลปวัฒนธรรมการก่อสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน คนที่นี่พลอยได้รับอารยธรรมฝรั่งเศสไปด้วย
การคมนาคมนอกจากเรือ แล้ว จักรยานเห็นจะเป็นยานพาหนะยอดฮิตของผู้คนที่นี่ เราสามารถเห็นจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน แถวเชียงคานอยู่ทั่วไป ส่วนการอยู่อาศัยคนที่นี่จะอยู่บ้านเรือนทรงไทยโบราณเกือบร้อยปี หากใครมีฐานะหน่อยก็จะมีระเบียงหน้าบ้าน จนหน่อยก็มีแค่หน้าต่างเท่านั้น อาหารการกินส่วนใหญ่เป็นจำพวกปลาต่างๆ จากแหล่งน้ำโขงนี่เอง

พระราชวังพญาไท สถาปัตยกรรมในความทรงจำ

ในสมัยยังเด็กนั่งรถเมล์ผ่านโรงพยาบาลพระมงกฏเกล้าทีไร ก็อดชื่นชมความงามของอาคารรูปทรงสวยงามสถาปัตยกรรมประยุกต์ยุโรปผสมไทย โดยที่ยังไม่รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้คือ พระราชวังพญาไท ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เสด็จทอดพระเนตรการทำนา การปลูกผักและการเลี้ยงสัตว์ วังนี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักเป็นที่ประทับ วันนี้ในเวลาสั้นๆ จากความตั้งใจและโอกาสพอดีที่ต้องมาธุระที่โรงพยาบาล ซึ่งพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 ช.ม.ก่อนฟ้าจะมืด จึงรัวชัตเตอร์เก็บภาพ และความทรงจำที่สวยงามพระราชวังพญาไทมาฝากชาว สนุก! ท่องเที่ยว
การเดินทางมาพระราชวังพญาไท นั้นง่ายนิดเดียว จากอนุสาวรีย์ชัยฯ สามารถเดินเท้า (ดีกว่าขับรถเยอะ) มาทาง ร.พ.พระมงกุฏเกล้า เดินมาทางแยกตึกชัย จะเห็นสนามหญ้าเขียวขจี และมีพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ตั้งอยู่ด้านหน้า นั่นแหละ เดินเข้ามาได้เลย
พระราชวังพญาไท ใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในระยะเวลาอันสั้น เพราะเมื่อหลังจากมีการขึ้นเรือนใหม่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็สวรรคต และในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง พระราชมารดา มาประทับที่พระราชวังแห่งนี้ด้วย จนกระทั่งสวรรคตเมื่อปี 2463 หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงรื้อพระตำหนักพญาไท เหลือไว้เพียง พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ซึ่งเป็นท้องพระโรง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งใหม่หลายพระองค์ด้วยกัน รวมทั้งได้รับการสถาปนาวังเป็น พระราชวังพญาไท
ในปัจจุบัน พระราชวังพญาไท คงเหลือพระที่นั่งที่สร้างในรัชกาลที่ 5 เพียงองค์เดียว คือ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ และพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 คือ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งศรีสุทธาวาส พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ พระตำหนักเมขลารูจี สวนโรมัน และ ศาลท้าวหิรันยพนาสูร โดยชื่อของพระที่นั่งจะตั้งให้มีความคล้องจองกัน ได้แก่ ไวกูณฐเทพยสถาน พิมานจักรี ศรีสุทธนิวาส เทวราชสภารมย์ อุดมวนาภรณ์ ลักษณะของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของพระราชวังพญาไทคือหอคอยสูงและหลังคายอดแหลมของพระที่นั่งพิมานจักรี ส่วนภายในมีภาพเขียนแบบปูนเปียกเป็นลวดลายงดงามแบบตะวันตก
ภายในพระราชวังพญาไท ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และเฟอร์นิเจอร์ที่พอจะทำนุบำรุงรักษาไว้ได้ ในหลายส่วนอาจจะเสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ในความรู้สึกแล้ว ของบางอย่างก็ไม่อาจจะทดแทนด้วยสิ่งใหม่ได้เสมอไป การปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปตามเวลาของมันก็จะให้ความรู้สึกและความทรงจำที่ดีกว่า จะนำสิ่งใหม่มาทดแทน ซึ่งเราเองมองว่าการที่คงทุกอย่างไว้และแต่งเติมให้น้อยที่สุดดูจะเป็นสิ่งดีกว่า กับสิ่งที่เราต้องการจะอนุรักษ์
การเดินทาง : พระราชวังพญาไท อยู่ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เขตราชเทวี สามารถเดินทางไปได้ง่าย ๆ และประหยัดด้วยการขึ้นรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีอนุสาวรีย์ฯ แล้วเดินอีกนิดไปตามถนนราชวิถีก็จะถึงโรงพยาบาล
วันและเวลาเข้าชม : เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยจะมีวิทยากรน่าชมวันละ 2 รอบ คือเวลา 09.30 น. และ 13.00 น.
สอบถามรายละเอียดหรืออยากสมทบทุนบูรณะวัง ติดต่อที่ชมรมคนรักวัง โทรศัพท์ 0-2354-7987, 0-2374-7732 ต่อ 93646, 93694
เรื่องโดย: LoLay
ภาพโดย: จอนนอนเล่น - http://www.facebook.com/john.nonlen

เขาใหญ่-วังน้ำเขียว เลาะเลี้ยวเที่ยวเส้นทางสายโรแมนติก


เขาใหญ่-วังน้ำเขียว เมืองท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา เป็นดินแดนที่ใครก็ร่ำลือว่าบรรยากาศดีเว่อร์ ทิวทัศน์สวยงาม มีขุนเขาสลับซับซ้อน สายหมอกลอยอ้อยอิ่ง ดูแล้วสดชื่นสบายตาเป็นยิ่งนัก และถ้าได้ยิ่งมาเที่ยวช่วงฤดูหนาวด้วย ดินแดนแถบนี้ยังเบ่งบานไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน เหมาะสำหรับการมาออกกำลังกายควงคนรู้ใจมาเดินเติมความหวานซะเหลือเกิน ว่าแล้วก็ออกเดินทางเส้นทาง The Way of Love ของเขาใหญ่-วังน้ำเขียว กันดีกว่า
สายๆ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงเราก็มาถึงอำเภอวังน้ำเขียว แหล่งท่องเที่ยวพิกัดแรกที่เราแวะชมกันคือ สวนกล้วยไม้ เขาแผงม้า ออร์คิด เป็นแหล่งรวบรวมบรรดาพันธ์กล้วยไม้ นานาชนิด ทั้งสายพันธ์ไทย และต่างประเทศ กว่า 100 สายพันธ์ รวมถึงสายพันธ์ที่หาดูได้ยาก แถมมีกล้วยไม้พันธ์พิเศษที่มีกลิ่นหอมเหมือนช็อกโกแล็ต เป็นดอกกล้วยไม้มีลักษณะเป็นดอกสีโกโก้ น้ำตาล ดอกเล็กๆ แต่เมื่อดมกลิ่น ก็เหมือนช็อกโกแลตน่ากินเหลือเกิน
เติมความหวานเบาๆ จากสวนกล้วยไม้ก็มุ่งหน้าชมศูนย์การเรียนรู้ ฟลอร่า พาร์ค ดอกไม้บาน...ในสวนสวย แห่งวังน้ำเขียว ณ บริเวณแยกวัดโพธิ์เฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงหมายเลข 3052 วังน้ำเขียว - เขาแผงม้า กิโลเมตรที่ 9) มาชมนิทรรศการทุ่งดอกไม้เมืองหนาว แห่งวังน้ำเขียว กว่า 70 ไร่ พร้อมความงดงามที่น่าประทับใจจากสวนอังกฤษ กุหลาบสายพันธ์อังกฤษกว่า 2,000 ต้น ตลาดนัด "ฟาร์ม เมอร์ มาร์เก็ต" และ " Garden Center " โครงการปลูกผักอินทรีย์ หรือ Veggie Ozone โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งเลี้ยงในเล้า ที่ปล่อยให้เดินไปมากินอาหารได้อย่างอิสระ Greenery Coffee Ozone ไร่กาแฟ 2 สายพันธุ์ ในพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ของ "ศูนย์เรียนรู้ฟ้าประทาน" สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden โดยร่วมกับศิลปินชั้นนำ จำลองภาพอลังการดุจภาพวาดจากปลายพู่กันและถังสีขนาดยักษ์ด้วยเขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง จากดอกไม้ปลูกและหว่านกว่าล้านเมล็ด มีจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูง สำหรับ คนรักการถ่ายภาพด้วย
ออกกำลังกายสายตาชมดอกไม้จนจุใจ ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปชมวิวบริเวณ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพและมีถนนริมอ่างเก็บน้ำที่คดเคี้ยว เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ และพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
แถมด้วยกิจกรรมปากช่องคาวบอยเฟสติวัล ณ ทองสมบูรณ์คลับ สนุกกับกิจกิรรมคาวบอย และ รับประทานอาหารค่ำ สไตล์คาวบอย เป็นเมนูแบบตะวันตกหน้าตาหน้ากินทุกจาน
ใครหลงรักเสียงแบ๊ะๆ ของแกะน้อยมาเขาใหญ่ก็ไม่ควรพลาดแวะชม Sheep Land ตั้งอยู่บริเวณริมถนนธนะรัตน์ กม.ที่ 4 ฝั่งซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มแกะชีพแลนด์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับความน่ารักของแกะตัวเล็กตัวน้อยไปถึงตัวใหญ่ที่สามารถลูบ จับ สัมผัสได้ จะอุ้ม จะกอดทำได้หมด แวะชิม เจลลาโต้ไอศกรีมไขมันต่ำ แบบโฮมเมด แล้วเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดจากผลิตภัณฑ์ขนแกะต่าง ๆ ไปฝากคนที่บ้าน
บ่ายๆเที่ยวเที่ยวชมปาลิโอ (Palio) โครงการสวยๆที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ พร้อมชมและเลือกซื้อสินค้าเก๋ ๆ ภายในโครงการ มาที่ต้องเผื่อเวลาเยอะๆ หน่อย เพราะมีมุมถ่ายรูปเพียบ
อีกวันเราไปชมไร่องุ่น และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากองุ่น ณ ไร่องุ่นกราน-มอนเต้ ในหุบเขาอโศก เขาใหญ่ ในเนื้อที่ กว่า 100 ไร่ ที่ใช้เป็นพื้นที่ในการสร้างผลงานไวน์ชั้นเลิศจากองุ่นหลากสายพันธุ์ อาทิ ชิราห์ ที่ใช้ทำไวน์แดง และ ชแนง บลอง ที่ใช้ทำไวน์ขาว น้ำองุ่น แยม ฯลฯ ท่ามกลางวิวสวยๆ ของผืนป่าดงพญาเย็น ที่ใครได้มาเยือนสักครั้งแล้วจะติดใจ
เป็นทริปสั้นๆ ที่สามารถไปเติมความสุขง่ายๆ ในวันพักผ่อนสุดสัปดาห์ รักมากเที่ยวเขาใหญ่ รักสุดใจท่องวังน้ำเขียว รชอบบรรยากาศแบบไหนก็เลือกไปลัลล้าตามสไตล์กันได้เลย

ล่องคลองมหาสวัสดิ์ สัมผัสวิถีชีวิตริมสายน้ำ


เมื่อพูดถึงคลองมหาสวัสดิ์ หลายคนคงพยักหน้ารู้จัก เพราะคลองแห่งนี้ถือเป็นคลองสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในย่านพุทธมณฑล จ.นครปฐม มากว่า 150 ปีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่านอกจากบทบาทของการเป็นต้นธารแห่งชีวิต คลองมหาสวัสดิ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่พรั่งพร้อมไปด้วยขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่ความบันเทิง ต้อนรับผู้รักความสงบงามของธรรมชาติมาแล้วนักต่อนัก
คลองมหาสวัสดิ์ หรือที่ชาวบ้านขนานนามกันว่า คลองขุด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2402โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อ "ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเสด็จพระราชดำเนินไปพระปฐมเจดีย์ และเป็นคลองคลองเปิดให้เป็นนาสำหรับแจกพระเจ้าลูกเธอ" (พระราชหัตถเลขา, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ร.ศ. 128) เมื่อการขุดคลองแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์จึงได้พระราชทานนามให้คลองสายนี้ว่า "มหาสวัสดี" เชื่อกันว่าความสวัสดีอันเป็นที่มาของคลองแห่งนี้ น่าจะหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสยามประเทศในยุคนั้น รวมถึงความสุขสวัสดีอันเกิดจากการที่ประชาชนจะได้ใช้คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางลัดไปสู่การนมัสการพระปฐมเจดีย์ได้

และพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่อย่าง "พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก" ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะเกี่ยวกับนกฮูกในรูปแบบต่างๆไว้จำนวนมาก ทั้งงานกระดาษ งานเครื่องปั้นดินเผา งานผ้าและหนัง งานเรซิ่น งานเครื่องประดับ รวมทั้งงานไม้
***พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย***
โทร. 0-3433-2061, 0-3433-2607 เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-17.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 8.30-18.30 น.
ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 70 บาท / นักเรียนนักศึกษา 40 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท
***พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก***
โทร. 0-3433-9721 เปิดวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-19.00 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 40 บาท / เด็ก 20 บาท

ตลาดบ้านใหม่ เที่ยวไปช็อปไปกินให้พุงกาง

ตลาดบ้านใหม่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ใน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ย่านนี้เดิมเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งทำมาหากินของชาวไทยเชื้อสายจีน เรียกกันว่า "ตลาดริมน้ำ" แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือตลาดบนและตลาดล่าง ตลาดบนตั้งอยู่บริเวณวัดเทพนิมิตรไปจรดวัดจีนประชาสโมสร(เล่งฮกยี่) ส่วนตลาดล่างอยู่บริเวณด้านหน้าวัดอุภัยภาติการาม ทั้งสองตลาดรวมกันแล้วมีร้านรวงกว่า 120 ร้าน มีทั้งร้านขายอาหาร ร้านขายขนม ร้านขายทองคำ ร้านตีมีด โรงบ่อน โรงยาฝิ่น เปิดขายติดๆ กันภายใต้อาคารสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่นี้ในอดีตจึงถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเมืองแปดริ้วอย่างมาก หลายปีผ่านมาตลาดบ้านใหม่ได้ซบเซาลง ร้านรวงในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงหลายร้านพากันปิดตัว แต่กระนั้นร่องรอยของความเป็นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนก็ยังคงปรากฏให้เห็นชัดผ่านสภาพบ้านเรือนที่ยังคงเอกลักษณ์บ้านเรือนแบบรัชกาลที่ 5 และอาชีพค้าขายที่ยังเป็นหัวใจเศรษฐกิจของชาวแปดริ้วเสมอมา หลายปีมานี้เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราจึงได้เข้าทำการฟื้นฟูปรับปรุงตลาดบ้านใหม่ ให้กลับมาเป็นตลาดศูนย์กลางการค้าขายและเป็นหมุดหมายของการเดินทางเยือนฉะเชิงเทราเหมือนในอดีตอีกครั้งปัจจุบัน ตลาดบ้านใหม่จึงได้เปิดตัวขึ้นใหม่สมชื่อ กลายเป็นตลาดที่ผสมผสานความเก่าเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างดี บ้านเรือนยังคงความเก่าแก่ วิถีชีวิตริมฝั่งน้ำยังมีให้เห็น วัฒนธรรมการค้าขายแบบเก่ายังคงอยู่ ทั้งร้านกาแฟโบราณ ร้านขายขนมกุยช่าย กง กะลอจี๊ ร้านแกะสลักไม้ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมก็ยังมีให้เห็น นอกจากนั้นตอนนี้ที่นี่ยังเพิ่มร้านค้าอีกจำนวนมากที่นำของดีที่มีอยู่ในท้องที่มาดัดแปลงเป็นของกินอร่อย มาตลาดบ้านใหม่อย่าลืมถามหาขนมจากมะพร้าวอ่อน ห่อหมกใบจาก หมูโสร่ง กะลอจี๊ ให้แนะนำร้านเด็ดๆดังๆคงหนีไม่พ้นเมี่ยงคำเจ๊หลง ขนมกุยช่ายเจ๊พร ร้านตำเคียงน้ำ หรือหากอยากได้บรรยากาศของชีวิตริมฝั่งน้ำไปด้วยก็อย่าลืมแวะร้านบ้านป้าหนู ร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารอร่อยพร้อมทิวทัศน์ริมแม่น้ำบางปะกงที่มองเห็นขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-พลูตาหลวง ให้ได้อิ่มทั้งตาอิ่มทั้งใจ


เดินช็อปเดินชิมและร่วมกิจกรรมกันจนหนำใจ ก่อนกลับแวะซื้อของฝากไปให้คนที่บ้านได้ประทับใจด้วยก็ดีไม่น้อย ที่ตลาดบ้านใหม่มีขายทั้งงานไม้แกะสลัก ของเล่นจากกะลา เครื่องประดับเขาสัตว์ เครื่องจักสาน และของฝากอื่นๆ อีกหลายอย่าง เลือกของกันให้เพลินก่อนกลับ รับรองว่าภารกิจเที่ยวไปช็อปไปกินไปครั้งนี้จะอยู่ในใจคุณไปตลอดกาล
เวลาเที่ยวชม : เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00-17.00 น.
สอบถามข้อมูล: โทร. 0-3851-1027, 08-9881-7161

เที่ยวสวนดอกทิวลิปในเมืองไทย ไม่ต้องไปไกลถึงเนเธอแลนด์


เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา สนุก! ท่องเที่ยว มีโอกาสไปเที่ยวสวนทิวลิปนนท์ สวนดอกไม้เมืองหนาวที่ตั้งอยู่ที่อยู่ซอยแจ้งวัฒนะ 28 ใกล้ๆ กับห้างเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นนทบุรี ซึ่งเขาได้ยกเนเธอแลนด์มาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสดอกทิวลิปส์หลากสีสันและหลากหลายสายพันธุ์ โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงต่างประเทศ
ทิวลิปหรือลาเล่ห์ ในภาษาเปอร์เซีย (ชาวเปอร์เซียเป็นผู้ตั้งชื่อแต่เดิม) หมายถึง turban (ผ้าคลุมศรีษะ) พรรณารูปร่างลักษณะของดอกไม้ ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่สื่อว่า "อยากให้โลกรู้ว่าฉันรักเธอ" อันที่จริงแล้วดอกทิวลิป คือ สัญลักษณ์แห่งความรักอย่างแท้จริง โดยเฉพาะดอกทิวลิปสีแดง (แบสทอนจ์) ที่กลุ่ม ภรรยาของเหล่าทหารชาวเบลเยียมได้มอบไว้ให้กับสามีก่อนออกไปรบที่เมืองแบสทอนจ์ ประเทศเบลเยียมเมื่อปี ค.ศ. 1944 จึงมีการตั้งชื่อสายพันธุ์ตามชื่อเมือง
ในปีนี้ทางสวนได้เพิ่มจุดถ่ายรูปเก๋ๆ ให้กับผู้มาเยี่ยมชมเก็บภาพความประทับใจและได้ใกล้ชิดกับดอกไม้มากขึ้น อีกทั้งเพิ่มจุดพักผ่อนเพื่อนักท่องเที่ยวจะได้นั่งพักดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้วอย่างสบายใจ หรือจะร่วมสนุกกับการละเล่นต่างๆ ที่ทางสวนจัดมาให้
และทางสวนได้จัดจุดขายของที่ระลึกไว้รองรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นหัวพันธุ์ไม้พร้อมปลูก ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง เสื้อยืด หมวก พวงกุญแจ ของตกแต่ง ขนมขบเคี้ยว ผลไม้เพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มเย็นๆ หรือแม้แต่ไวน์ ทางสวนก็ได้จัดเตรียมไว้ให้ได้ช๊อปกันแบบจุใจในราคาแบบกันเอง
แม้ในปีนี้สวนทิวลิปนนท์จะปิดให้เข้าชมแล้ว แต่ สนุก!ท่องเที่ยว ก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพดอกไม้สวยๆ มาฝากเพื่อนๆ ที่พลาดโอกาสไปเที่ยวชมในปีนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.tulips2u.com/

ล่องแก่งน้ำว้า มันกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

    ใครที่ชอบความสนุก ตื่นเต้น และหวาดเสียวการผจญภัยท่ามกลางสายน้ำและป่าเขียวๆ คล้ายกับการเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกล่ะก็ แก่งน้ำว้า จ. น่านถือเป็นที่สุดของความตื่นเต้นเร้าใจซึ่งไม่แพ้เครื่องเล่นจักรกลในสวนสนุกอย่างแน่นอนแก่งน้ำว้าถูกรังสรรค์โดยธรรมชาติ จากต้นน้ำที่ตั้งอยู่บนทิวเขาหลวงพระบาง ไหลคดเคี้ยวไปตามหุบเขาจนเกิดแก่งหินและวังน้ำมากมาย ขณะที่สองฟากฝั่งร่มรื่นด้วยป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมหนาตา โดยเฉพาะไม้สัก ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้เต็งและไม้รัง ประดับประดาด้วยหมู่มวลผีเสื้อหลากสีที่ลงมาเกาะหากินแร่ธาตุริมน้ำ ขณะแว่วเสียงนกร้องก้องทั่วป่า เป็นความงามทางธรรมชาติที่หาซื้อกันไม่ได้ล่องแก่งน้ำว้าจึงเป็นกิจกรรมสุดฮิตสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยต้องมาพิชิตสักครั้งให้ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการก่อตั้งกลุ่มนำเที่ยวขึ้นมากมาย โดยจัดบริการที่พัก รถรับ-ส่ง ตลอดจนเรือยาง อุปกรณ์ป้องกัน ประกันภัยอุบัติเหตุ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญการล่องแก่งดูแลตลอดระยะล่องแก่ง สำหรับฤดูที่เหมาะสมในการล่องแก่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน กันยายน ถึงต้นเดือนมกราคม โดยลำน้ำว้ามีความยาวประมาณ 125 กม. ถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ น้ำว้าตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง เพื่อให้คุณเลือกสนุกได้ตามระดับของร่างกาย วัย และความเร้าใจ

ขอขอบคุณ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดน่าน, ชมรมล่องแก่งน้ำว้า, สายการบินนกแอร์, ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

มหัศจรรย์สามพันโบก อุบลฯ


สามพันโบก หนึ่งในสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของอุบลราชธานีที่วันนี้ทุกคนต้องมาเยือน โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนมิถุนายนของทุกปี หลังสายน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจนเผยให้เห็นเกาะแก่งหินที่ถูกกระแสน้ำขัดเกลาจนเกิดเป็นประติมากรรมธรรมชาติกินอาณาบริเวณกว้างไกลสุดตายตา ราวกับเมืองแห่งความลับใต้บาดาล ดูสวยงามยามต้องแสงสีทองของดวงตะวันไม่ว่าจะเป็นยามเช้าหรือเย็นย่ำ ล้วนตรึงทุกสายตาให้จดจ่อและดื่มด่ำกับภาพนั้นยาวนานที่สุด
คงไม่ผิดนักหากเปรียบที่นี่ดัง "แกรนด์แคนยอนเมืองไทย" ด้วย "โบก" อันเกิดจากกระแสน้ำโขงได้กัดเซาะหินทรายจนกลายเป็นหลุมเป็นแอ่งมากมายหลายขนาด กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์จากธรรมชาติอันไพศาลชื่อว่า "สามพันโบก" ซึ่งจะพาทุกจินตนาการหลุดลอยไปกับสายน้ำ พร้อมเรื่องราวตำนานสามพันโบกที่มีมีอยู่หลายเรื่องให้ได้พิศวง อาทิ ตำนานหินหัวสุนัขตรงทางเข้าซึ่งจะพบหินคล้ายหัวสุนัข ตำนานหาดหินสีหรือทุ่งหินเหลื่อม ตำนานปู่จกปู อันเป็นหลุมโบกที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน แม้ไม่มีบทสรุปต่อตำนานเหล่านี้ หากนักท่องเที่ยวก็ได้สรุปร่วมกันแล้วว่าที่นี่คือความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติโดยแท้
การลัดเลาะไปเที่ยวสามพันโบกอย่างใกล้ชิดต้องอาศัยการล่องเรือที่พาลัดเลาะไปยังจุดสำคัญๆ มากมาย อาทิ ปากบ้องเป็นจุดแคบสุดของแม่น้ำโขง วัดได้ 56 เมตร แก่งสองคอน เกิดจากเกาะหินหัวพะเนียงวางกลางลำน้ำ้ำโขง ทำให้แม่นí้ำโขงแยกออกเป็น
สองสายหรือสองคอน หาดสลึงเป็นหาดทรายสวยงามเหมาะพักผ่อนหย่อนใจริมฝั่งน้ำมูล ผาหินศิลาเลขซึ่งเป็นเหมือนรอยจารึกอดีตสมัยฝรั่งเศสรุ่งเรือง และหาดหงส์ซึ่งเป็นเนินทรายริมน้ำโขง ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลโดยเฉพาะในช่วงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า หาดหงส์จะทอประกายความงดงามเหนือลำน้ำโขงด้วยแสงสีทองที่ทาบทอลงมา
การเดินทาง: อ.โพธิ์ไทร  จ. อุบลราชธานี

ตลาดน้ำบางน้อย แวะชิมแวะเที่ยว

       ตลาดน้ำบางน้อย ย้อนกลับไปกว่าร้อยปีก่อน ทุกๆ วันขึ้นและแรม 3 ค่ำ 8 ค่ำ และ 13 ค่ำ ในช่วงที่ตะวันลับขอบฟ้าไปได้ครึ่งค่อนคืน เรือพายนับร้อยลำทยอยกันออกมาจากที่โน่นที่นี่เพื่อมาติดนัดที่ ตลาดน้ำคลองบางน้อย จ. สมุทรสงคราม ในอดีตนัดที่คลองบางน้อยเคยเป็นนัดที่คึกคักมาก พ่อค้าแม่ค้าจะมาจองที่จอดเรือกันตั้งแค่คืนก่อนวันนัด คนซื้อก็เริ่มพายเรือออกมาเลือกของกันอย่างคึกคักเช่นเดียวกันแม้วันนี้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปกว่าร้อยปี ตลาดน้ำบางน้อยจะเงียบเหงาซบเซาลงไปบ้าง แต่ด้วยความคิดถึงและโหยหาอดีตของผู้คนยุคนี้ ตลาดน้ำบางน้อยจึงฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับมีการปรับปรุงบ้านเรือ เปิดร้านรวงให้นักท่องเที่ยวไปเดินชมบรรยากาศเก่าๆ ของบ้านเรือน แวะซื้อสินค้าและชิมอาหารอร่อยๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น โรตีแต้จิ๋ว สูตรโบราณ ร้านสมัยศิลป์, ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงร้านป้าพูน เจ้าเก่า 50 ปี, เกี๊ยวกุ้งร้านโอเล่ลูกกตัญญู เกี๊ยวกุ้ง นุ่มสด, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรมะนาวร้านเจ๊หงวน ถั่ว พริกทำเอง ใส้กุ้งแม่น้ำของแท้ ผัดไทสูตรน้ำพริกเผา ร้านเจ๊เจ็ง อร่อยเข้มข้นไม่เหมือนใคร รวมถึงของฝากขึ้นชื่ออย่าง มะนาวดองสูตรคุณย่า ที่อร่อยและสะอาด รวมไปถึงชาวบ้านชาวสวน นำสินค้าเกษตรของท้องถิ่นมาวางขาย ให้เลือกซื้อเลือกหากันอย่างละลานตา

สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม โทร.0 3475 2847-8
เรื่องและ: กันต์ ณ ปกรณ์
ภาพ: ธนปกรณ์ สุขสาลี, ทศพร สุภาพ
ขอขอบคุณ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) งานแผนปฏิบัติการตลาดภาคกลาง (www.tiewpakklang.com) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม

ตลาดร่มหุบ สนุกชม ชิม ชอปได้ทุกวัน

ตลาดร่มหุบ หรือเรียกอีกชื่อว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านจะเรียกกันว่า ตลาดเสี่ยงตาย เป็นตลาดที่ติดอยู่กับสถานีรถไฟแม่กลอง และวางสินค้าบนรางรถไฟ เมื่อรถไฟผ่านมา พ่อค้าแม่ค้าจะรีบหุบร่มกันอย่างพร้อมเพรียง  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตลาดแห่งนี้นี่เอง และเมื่อมาถึงตลาดร่มหุบก็พลาดไม่ได้กับการซื้อปลาทู หน้างอ คอหัก สุดยอดปลาทูแม่กลอง เนื้อแน่น รสชาติอร่อยกว่าที่ไหนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อผักผลไม้หลากหลายชนิด ขนมหวานของไทยชนิดต่างๆ ปลาสด ปลาแห้ง ปู หมึก กุ้ง หอยดอง ติดไม้ติดมือกลับบ้านได้

กำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม เวลาเข้า-ออก คือ ออก 06.20 น., 09.00 น., 11.30 น., 15.30 น. และ เข้า 8.30 น., 11.10 น., 14.30 น., 17.40 น.     
ตลาดร่มหุบ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-17.00 น.
สอบถามเพิ่มเติม
เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม โทร. 0 3471 1343
สถานีรถไฟแม่กลอง โทร. 0 3471 1906

7 เคล็ดลับการดูแลใบหน้าเพื่อผิวสวย


 1. ดื่มน้ำ

          น้ำที่ดื่มในที่นี้ต้องเป็นน้ำเปล่า ไม่นับรวมน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือชา กาแฟ นะคะ การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีแล้ว ยังกระตุ้นช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียผ่านออกมาทางเหงื่อ และปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้นด้วย

      2. สครับผิว

          การสครับผิวหน้าช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ลดโอกาสที่มันจะไปอุดตันรูขุมขน ใบหน้าสะอาดขึ้น รูขุมขนดูเล็กลง สิวเสี้ยนน้อยลง ผิวสามารถซึมซับสารบำรุงได้ดีขึ้น และเผยผิวใหม่ที่กระจ่างกว่าขึ้นมาด้วย ควรสครับผิวให้ได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งค่ะ

      3. ล้างหน้า

          ล้างหน้าให้สะอาดเป็นประจำในยามเช้าและเย็นของทุก ๆ วัน ผิวหน้าเป็นส่วนที่มันมากที่สุด บอบบาง แต่กลับต้องเผชิญกับมลภาวะต่าง ๆ มากแทบจะที่สุด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องล้างหน้าให้สะอาด เพื่อพาตัวเองหนีไกลจากปัญหาสิว

      4. เพิ่มความชุ่มชื้น

          ขั้นตอนการบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นขั้นตอนที่จำเป็นมาก ผิวสูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติไปขณะอาบน้ำและล้างหน้า จึงจำเป็นจะต้องเติมความชุ่มชื้นส่วนนี้กลับคืนเข้าไปสู่ผิวด้วย และเวลาที่ดีที่สุดในการบำรุงผิวคือหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ เพราะรูขุนขนยังคงเปิด เป็นช่วงที่ผิวสามารถดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด

      5. ใช้ครีมกันแดด

          แสงแดดทำร้ายผิวของคุณได้เสมอ ทั้งเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาริ้วรอย กระ ฝ้า และแม้กระทั่งมะเร็งผิวหนัง จึงควรทาครีมกันแดดให้ติดเป็นนิสัยทุกครั้งที่จะต้องออกจากบ้าน และเพื่อลดขั้นตอนการบำรุงและป้องกันให้ง่ายยิ่งขึ้น คุณก็สามารถใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดได้ค่ะ

      6. รับประทานผัก ผลไม้

          หากได้เริ่มต้นบังคับตัวเองให้กินผักผลไม้อย่างจริงจัง คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของผิวได้อย่างแน่นอน มันดูกระจ่างและมีน้ำมีนวลมากขึ้น ไม่เชื่อต้องลองทำดูนะคะ ;)

      7. ไม่บีบสิว

          แม้จะเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นสิวดี ว่ามันรู้สึกน่ารำคาญเพียงใด แต่ก็ห้ามไปบีบ แคะ แกะ เกา มันอย่างเด็ดขาด สิวมีแบคทีเรียอยู่ไม่น้อย และการบีบมันออกมาก็จะทำให้แบคทีเรียเหล่านั้นกระจายไปยังรูขุมขนที่อยู่รอบ ๆ อันอาจทำให้เกิดปัญหาสิวซ้ำซ้อนตามมาได้อีก แถมมันยังทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้บนผิวหน้าคุณด้วย 

เทคนิคเพื่อเรียวปากเซ็กซี่ มีชีวิตชีวา


1.ขัดผิวริมฝีปาก เคล็ดลับการมีเรียกปากที่นุ่มชุ่มชื่น นั่นคือการขัดผิวริมฝีปากสม่ำเสมอ ทำทีบ้านได้โดยเลือกแปรงสีฟันที่แห้งสะอาด (แต่ไม่ใช่อันเดียวกับที่แปรงฟันนะจ๊ะ) แตะปิโตเลียมเจลลี่หรือวาสลีนเจลเล็กน้อย ขัดริมฝีปากเบาๆไม่เกิน 5-8 วินาที จุดที่หยาบกร้านจะนุ่มนวลขึ้น
2.บำรุงด้วยลิปบาล์ม หมั่นทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื่นอย่างกลีเซอรีน หรือสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีและอี ช่วยบรรเทาริมฝีปากที่แตกได้
3.เปลี่ยนลิปสติกบ้าง ลิปสติกเนื้อแมตต์จะให้เนื้อสีที่คมชัดและติดทนนานกว่า แต่จะมีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์อยู่น้อย ใช้ไปนาน ๆ เรียวปากเราอาจแห้งและเป็นขุยได้ ให้ลองเปลี่ยนมาใช้ลิปสติกที่ไม่ใช่เนื้อแมตต์ดูบ้าง เพราะจะให้ความชุ่มชื่นกับริมฝีปากมากกว่า
4.ดูแลริ้วรอยก่อนวัย การดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอจะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลจะช่วยทำให้ริ้วรอยดูลดลง
5.เขียนขอบปากอย่างถูกวิธี เลือกดินสอเขียนขอบปากให้สีเข้มกว่าสีลิปติกที่ใช้สักเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ใช้พูู่้กันเกลี่ยสีเข้ามาด้านใน ปิดท้ายด้วยการทากลอสใสเพิ่มความแวววาวให้กับเรียวปาก
6.ปกป้องริมฝีปากจากแสงแดด ริมฝีปากของเราเป็นอวัยวะที่บอบบาง ดังนั้นต้องปกป้องจากแสงแดดด้วยใช้ลิปบาล์มหรือลิปกลอสที่มีค่า SPF 15 ก่อนทาลิปสติกเป็นประจำ และอย่าลืมทาซ้ำระหว่างวันด้วย
7.ปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง พฤติกรรมบางอย่างของเราอาจจะไปทำลายริมฝีปากเราให้เกิดริ้วรอยได้อย่างไม่ น่าเชื่อ เช่น การสูบบุหรี่ ชอบกัดริมฝีปาก การเลียริมฝีปากก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ริมฝีปากเราแห้งแตกได้ เพราะเมื่อน้ำลายแห้งก็จะดึงความชุ่มชื่นไปจากริมฝีปาก ดังนั้นควรละ เลิกพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากไม่ชวนหน้ามองซะ
8.เลือกสีลิปสติกให้เหมาะ สีลิปสติกบางสีที่ว่าสวย ๆ อาจไม่เหมาะกับคุณเสมอไป ดังนั้นควรเลือกและลองดูสีซะก่อน โดยลองกับริมฝีปากของเราแทนการลองบนมือ เพราะจะทำให้ได้สีที่เราต้องการ แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกสีอะไร ให้เลือกสีชมพูเบจไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุด และสำหรับสาวผิวคล้ำสีน้ำตาลเบจจะเหมาะมากกว่า

คนรักษาหุ่น


1.อยากกินอะไรก็กินแต่กินอันที่อยากกินจิงๆแต่ไม่มากเกินไป
2.ออกกําลังเป็นประจํา
3.หมั่นชั่งน้ามหนักตลอดไม่ให้เพิ่มหรือลด
4.ทานอาหารตามปกติอาหารเย็นควรลดหรือทานอะไรที่ไม่ทําให้อ้วนเพราะมื้อเย็นเป็นมื้อที่ไม่จําเป็นเท่าไหร่

คนอยากลดน้ำหนัก


1.งดอาหารที่มีน้ามตาลหรือไขมัน
2.ออกกําลังวันละ30นาที
3.ทานอาหารเช้าทุกวันและเปลี่ยนอาหารเย็นเป็นพวกสลัดที่มีน้ามสลัดเป็นแบบใส
4.ตามใจท้องอย่าตามใจปาก

คนอยากเพิ่มน้ำหนักอย่างแข็งแรง


1.ทานอาหารให้ครบทุกมื้อเลยนะทานข้าวเช้ามากๆ
2.ทานผักผลไม้ทุกมื้อของอาหาร
3.ทานอาหารที่มีโปรตีนเพิ่มขึ้น
4.ออกกําลังกายเท่าที่มีโอกาส
5.ดื่มนม

ขั้นตอนพิชิตความสูง


1.ดื่มนมโคจืด(แนะนําว่าควรเป็นพร่องมันเนย..ไม่อ้วนคร่า...)ให้ได้อย่างน้อยวันละ 4 กล่องประมาณ1000มิลลิลิตรนะค่ะกินเข้าไปเลยค่ะมีแต่ได้
2.ออกกําลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีนะเช่น กระโดเชือก(อันนี้แนะนํา) วิ่ง  ว่ายน้าม
3.ไม่สะพายกระเป๋าหนักๆหรือเทินของหนักๆไว้บนหัว  ใครว่าไม่เกี่ยวค่ะเรื่องนี้ก็สําคัญนะ
***สูตรนี้จะเห็นผลได้ใน1เดือนนะค่ะ***

กินให้ดีมีสุขภาพตามกรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปโอ
          บุคคลเลือดกรุ๊ปโอจะมีระบบย่อยเนื้อแดงที่ดีมาก เพราะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ย่อยอาหารได้เร็วและดูดซึมดี และสามารถให้ประโยชน์สูงสุดต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี เช่น เนื้อ ตับ เซี่ยงจี๊ ไข่ 5 ฟอง/อาทิตย์ ผลไม้ ผักใบเขียวและถั่ว ซึ่งเป็นชนิดที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอ

         คนที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า ดังนั้นจึงต้องเสริมสร้างวิตามินเคให้เลือดกรุ๊ปนี้ด้วยการรับประทานตับ ไข่แดง คะน้า สปินิช ผัก Swiss chard และควรหันมารับประทานแป้งสเปลท์แทนแป้งสาลี ผลไม้ที่รับประทานกับเลือดกรุ๊ปโอได้จะมีไม่กี่ชนิด เช่น พลับ พรุน และมะเดื่อ ผลไม้จำพวกนี้จะช่วยลดการละคายเคืองในกระเพาะอาหารได้ น้ำผลไม้ที่ดี คือ น้ำสับปะรด จะช่วยอุ้มน้ำของเซลในร่างกาย หรือน้ำแบล็กเชอรี่ จัดว่าเป็นน้ำที่ดีกับเลือดกรุ๊ปโอมาก

กรุ๊ปเอ

         กรุ๊ปนี้จะเป็นกรุ๊ปทีมีความแตกต่างจากรุ๊ปโอโดยสิ้นเชิง เพราะประชากรกรุ๊ปเอนั้นจัดว่าเป็นพวกมังสวิรัติ ซึ่งมาจากระบบย่อยเป็นเหตุ คนเลือดกรุ๊ปเอจึงควรหลีกเลี่ยงไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง ถ้าต้องการรับประทานเนื้อก็ให้เลือกที่จะรับประทานเนื้อไก่แทน เพราะไม่มัน ส่วนในผักและผลไม้จะได้วิตามินซี จากบร็อกโคลีผลไม้พวกเบอรี่ เกรฟฟรุต หรือส้มโอ สับปะรด เชอรี่ มะนาว และฝรั่ง นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินอีสูง เพื่อป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง วิตามินอีจะมีอยู่ในน้ำมันพืช ธัญพืช ถั่วลิสงและผักใบเขียว รวมถึงควรรับประทานอาหารเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันด้วย ซึ่งอาหารพวกนี้จะเป็นอาหารที่มีวิตามินบีมากๆ เช่น ธัญพืชขัดสี ปลา และไข่

          คนเลือดกรุ๊ปเอควรรับประทานผลไม้วันละ 3 เวลา เน้นไปที่ Alkaline fruit เช่นแบรี่และผลพลัม (ผลไม้ที่มีความเป็นกลางของกรด) จะช่วยความเป็นกลางในการสร้างกรดในกล้ามเนื้อ ควรเลี่ยงแตงโม แคนตาลูป และผลไม้เมืองร้อน เช่น มะม่วง มะละกอ กล้วย เพราะทำให้อาหารไม่ย่อย สับปะรด ส้มโอ มะนาวจะช่วยย่อยดีมาก รวมถึงมะนาวยังจะช่วยละลายเสมหะในระบบของเลือดกรุ๊ปเอ ดังนั้นทุกเช้าควรดื่มน้ำอุ่นที่ผสมมะนาวครึ่งลูก

กรุ๊ปบี

           คนเลือดกรุ๊ปนี้จัดอยู่ในพวกสมดุล เพราะเป็นเลือดเพียงกรุ๊ปเดียวที่สามารถรับประทานอาหารนม เนย ไข่ ได้อย่างเต็มที่ คนเลือดกรุ๊ปบีควรจะรับประทานปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาว เช่น ปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว คนเลือดกรุ๊ปบีสามารถเลือกรับประทานผักได้เกือบทั้งหมด เว้นอยู่ไม่กี่ชนิด เช่น มะเขือเทศ ข้าวโพด เลือดกรุ๊ปบีมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับไวรัสและภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงควรรับประทานผักใบเขียวมากๆ เพราะมีแมกนีเซียมซึ่งช่วยป้องกันโรคผื่นคันในเด็ก ส่วนผลไม้ก็สามารถรับประทานได้แทบทุกชนิด เพราะมีระบบย่อยที่สมดุล มีเพียงลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ที่ควรเลี่ยง คนเลือดกรุ๊ปบีควรรับประทานผลไม้ที่มีผลต่อเลือด 2-3 ครั้งต่อวัน จะให้ผลดีในการรักษาโรคและลดความเจ็บป่วยด้วย

10 วิธีปฏิบัติตัวเองสู่คุณคนใหม่

1.ขับถ่ายให้ได้ทุกเช้าก่อน 7 โมง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับขับถ่ายคือตี 5-7 โมงเช้า เพราะช่วงนี้เป็นเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่ ถ้าปล่อยให้เวลาล่วงมา ของเสียจากลำไส้ใหญ่จะถูกบีบตัวผ่านลำไส้เล็ก กลับมาถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหารอีกครั้งหนึ่ง และของเสียหรืออุจจาระนั้นจะมีแก๊สเน่าเสีย ที่เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดจะทำให้เลือดไม่สะอาด

ข้อควรระวัง : ถ้า อั้นอุจจาระจนถึงเที่ยงหรือบ่าย ร่างกายจะรู้สึกง่วง เพลีย เพราะเลือดไม่สะอาดจะไหลไปเลี้ยงหัวใจ และเมื่อเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ก็จะขับของเสียออกมาทางผิวหนังและลมหายใจ ทำให้มีกลิ่นตัวและกลิ่นปากโดยไม่รู้ตัว

2.หม่ำอาหารเช้าด้วยโฮลเกรน

สถาบันมะเร็งแห่งเมืองมะกันเขาค้นคว้าออกมาแล้ว ว่าการกินโฮลเกรนและอาหารที่มีกากใยมาก จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ถึง 49% หนำซ้ำคนที่กินธัญพืชสม่ำเสมอ จะลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งทวารหนักอีกด้วย

ข้อควรระวัง : อย่ากินอาหารที่มีกากใยมากเกินไป เพราะจะทำให้บวมน้ำและมีลมในท้อง ฉะนั้น ควรกินอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า

3.เช็กสุขภาพในช่องปาก

ถ้าสุขภาพในช่องปากไม่ดี เช่น ฟันผุ ปริทันต์ ฯลฯ เราอาจป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจได้ง่าย ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยถึง 70% ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพช่องปาก เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ยังนิยมกินขนมหวานและน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง อันนำไปสู่ปัญหาโรคในช่องปาก

ข้อควรระวัง : ถ้ารู้ตัวว่าป่วย เช่น เบาหวาน ควรบอกทันตแพทย์ให้รู้ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

4.เล่นพิลาทีส สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ซึ่งหลักของพิลาทีสคือ การออกกำลังกายที่ดึงเอาศูนย์พลังที่มีอยู่ ณ จุดกึ่งกลางของร่างกาย หรือช่วงท้องมาใช้ ผู้เล่นต้องพุ่งความสนใจไปที่จุดกึ่งกลางของร่างกาย แล้วทำใจให้สงบก่อนเกร็งกำลัง ไม่ก็ยก เหยียด ยืดตัว หรือยืดแขนขา ซึ่งการฝึกพิลาทีสเป็นประจำ จะช่วยในเรื่องการยืดกล้ามเนื้อและสลายไขมัน นอกจากนั้น ยังทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายมีความสมดุล กระฉับกระเฉง ยืดหยุ่น และแข็งแรง

ข้อควรระวัง : คนที่มีปัญหาด้านร่างกายควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการฝึก

5.อบซาวน่า สัปดาห์ละครั้ง

สาวออฟฟิศที่วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เลือดใต้ผิวหนังหมุนเวียนช้าลง ส่งผลให้เกิดรอยเหี่ยวย่นไปจนถึงการสะสมเซลลูไลต์บริเวณขา แต่เมื่อได้เข้าอบซาวน่าแล้ว จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวเมื่อถูกความร้อน และหดตัวเมื่ออบเสร็จ การขยายและหดตัวของหลอดเลือดอย่างนี้นี่เอง ที่ช่วยออกกำลังกายให้แก่หลอดเลือด นอกจากนี้ ความร้อนจากการอบซาวน่ายังช่วยสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย เพราะร่างกายได้ขจัดเหงื่อและของเสียออกจากตัว ทำให้เนื้อตัวสะอาดและรู้สึกโปร่งโล่งเบาขึ้น

รูปหน้าแบบนี้...ธาตุแบบไหน...กินยังไงให้เหมาะ

รูปหน้าและลักษณะ สามเหลี่ยมหัวกลับ คางแคบ แต่โดดเด่นและมีสีผิวออกแดง

           ธาตุ : ถ้ามีลักษณะตามนี้จัดเป็นคนธาตุไฟ ซึ่งก็ร้อนแรงสมชื่อ นิสัยหลัก ๆ คือชอบเข้าสังคม รักสนุก แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่ใจกับรายละเอียดและเลือดร้อน หัวใจจึงทำงานหนักมาก และเสี่ยงกับปัญหาต่าง ๆ อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิต และเส้นเลือดขอด ส่วนจิตใจก็จะพะวักพะวงจนเป็นโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดฟัน ท้องผูก และสำหรับสาว ๆ แล้วอาจต้องระวังเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติด้วย

          อาหารธาตุไฟ : กวางตุ้ง มะนาว ผักที่มีสีแดงอย่างพริกหวานสีแดง มะเขือเทศ ทับทิม แอปเปิ้ล เบอร์รี่ต่าง ๆ ข้าวกล้อง พริกขี้หนู กุ้ง ปลา ผลิตภัณฑ์จากแพะ

         ควรหลีกเลี่ยง : อาหารมัน ๆ เนื้อแดง ของหวาน อาหารเผ็ดจัด

รูปหน้าและลักษณะ หนากลมกว้าง จมูกเป็นสัน ผิวค่อนข้างซีด
          ธาตุ : คนธาตุเหล็กไมได้แข็งกระด้างเหมือนโลหะ แต่เป็นคนมองโลกในแง่ดี ช่างพิถีพิถันและใจจอจ่อกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป สิ่งที่ต้องดูแลคือระบบทางเดินหายใจและระวังไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ และหมั่นรักษาสุขภาพของช่องปาก ฟัน ผิวหนัง และมวลกระดูกให้ดี ๆ นอกจากนี้ การออกกำลังแบบแอโรบิก ยังสำคัญมาก แล้วก็ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาดนะจ๊ะ!

          อาหารธาตุเหล็ก : กะหล่ำปลี หัวไช้เท้า กล้วย ลูกพืช ลูกแพร สตรอวเบอร์รี่ ถั่วเหลือง หัวบีต ไข่ขาว มะเขือม่วง หัวหอม กระเทียม เชอร์รี่ มะกอก มะรุม

          ควรหลีกเลี่ยง : อาหารเผ็ดจัด บาร์บีคิว เนื้อแดง ขนมแช่อิ่มหรืออบแห้ง

รูปหน้าและลักษณะ เหลี่ยมอวบ ผิวสีน้ำตาล


          ธาตุ : กลุ่มนี้จัดว่าเป็นคนธาตุไม้ มักจะเป็นคนมั่นใจในตัวเอง มีความรับผิดชอบสูง เครียดจัดกับทุกเรื่อง ทำให้ปวดศีรษะอยู่เสมอ ๆ มีปัญหาทั้งปวดไหล่ ปวดต้นคอ กรดไหลย้อน และความดันโลหิตสูง

          อาหารธาตุไม้ : หัวบีต คะน้า ผักโขม มันฝรั่งหวาน หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด บร็อกโคลี่ เมล็ดทานตะวัน มะกอก น้ำมันมะกอก สาหร่าย เห็ดหอม สะระแหน่ ถั่วเหลือง (รวมเต้าหู้กับมิโสะด้วย) ถั่วดำ องุ่น กีวี เบอร์รี่ทั้งหลาย กะเพรา งา ไก่ ไก่งวง ปลา ไข่ขาว

          ควรหลีกเลี่ยง : น้ำตาล อาหารเปรี้ยว ๆ เครื่องดื่มเย็น ๆ เบียร์ เนื้อหมู เนื้อแดง กล้วย น้ำผลไม้ ส้ม

รูปหน้าและลักษณะ หน้าเหลี่ยม แต่สมส่วน ใบหูกว้าง ผิวออกคล้ำเล็กน้อย


          ธาตุ : คุณลักษณะข้างต้นผสมกับความดื้อรั้น และอดทน จะบ่งชี้นี่แหละคือธาตุน้ำ ปัญหาของคนธาตุน้ำก็เกี่ยวกับน้ำเช่นกัน ทั้งในเรื่องระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ปัญหาสุขภาพจึงมักจะเกี่ยวกับไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ รังไข่ ระบบฮอร์โมน และหลังส่วนล่าง ซึ่งจะต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อคอยชะล้างไตอยู่เสมอ

           อาหารธาตุน้ำ : บร็อกโคลี่ แครอต แตงกวา หัวไช้เท้า มะเขือม่วง รากบัว อะโวคาโด ซูกินี่ แตงโม กะหล่ำปลี เห็ดหอม แคนตาลูป ตับ เนื้อวัว เมล็ดบัว ออริกาโน

           ควรหลีกเลี่ยง : อาหารเค็มจัด เครื่องดื่มเย็น ๆ ผัก และผลไม้ดิบ

รูปหน้าและลักษณะ หน้ารูปไข่โทนผิวออกสีเหลือง

          ธาตุ : ไม่มีใครน่าคบเท่ากับคนธาตุดิน เขามักจะมีนิสัยเป็นมิตร จินตนาการบรรเจิด แต่ก็คิดมากจนวิตกกังวลได้ เหมือนกัน คนธาตุดินชอบคลายเครียดด้วยอาหาร จึงมีปัญหาระบบขับถ่ายและลำไส้ ตั้งแต่ร้อนใน ท้องร่วง ท้องผูก ท้องอืด บวมน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และพลังงานน้อย

           อาหารธาตุดิน : หน่ออัลฟัลฟา แครอต กะหล่ำดอก เห็ด มันฝรั่ง สาหร่าย แยม ฝรั่ง มะละกอ บลูเบอร์รี่ รากบัว ฟักทอง แอปเปิ้ลสีทอง มะนาว เลมอน ไข่ ลูกพรุน ลูกฟิกส์ ข้าว พริกหวานสีเหลือง ถั่วเขียว องุ่นแดง เชอร์รี่ มะม่วง สับปะรด ลูกท้อ เนื้อวัว เนื้อแกะ ปลา กะเพรา ขิง ข้าวกล้อง

           ควรหลีกเลี่ยง : เครื่องดื่มเย็น ๆ ผักและผลไม้ดิบ เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อหมู และเมลอน