โซฟียา ศิริคาน

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

7 ที่เที่ยวน่าสนุกเมืองขอนแก่น ม่วนคั่กๆ


เนื่องจากในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนาคือ วันอาสาฬหบูชา ทางคู่หูเดินทางจึงอยากเชื้อเชิญให้เราชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับโลกในยุคปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่ทางทีมงานได้ออกไปทำคอลัมน์เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านก็ไม่เคยพลาดที่จะต้องแวะวัด ทำบุญ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้นๆ เช่นกัน โอกาสนี้เราจึงอยากจะพาคุณผู้อ่านไปกราบนมัสการพระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ณ วัดหนองแวง ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุ 9 ชั้นอันงดงามตั้งอยู่ที่นั่น พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองขอนแก่น
วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น เรือนยอดทรงเจดีย์ (จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น) จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน ในระหว่างการเดินขึ้นเราจะได้ยินเสียงอันไพเราะก้องกังวานของกระดิ่งที่แขวน ไว้โดยรอบพระธาตุทั้ง 9 ชั้น ทำให้มีความสุขใจในขณะเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น พร้อมยังสามารถเดินชมศิลปะและความงดงามของบานประตู ภาพวาด และหน้าต่างแกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ ในชั้นบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทัศนียภาพความสวยงามของเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนครที่มีพื้นที่ กว้างใหญ่ถึง 600 ไร่
ภายในองค์พระธาตุแต่ละชั้น
-   ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุม มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ประดิษฐานอยู่ บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น แบบ 3 มิติ และมีจิตรกรรมฝาผนังประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น
-   ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้อห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า "คะลำ" ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อ ซึ่งมีทั้งหมด 35 ข้อ บานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์ และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย
-   ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น
-   ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า ภาพวาดที่บานประตู หน้าต่าง เป็นภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศ และตัวพึ่ง-ตัวเสวย
-   ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก
-   ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร
-   ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้
-   ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา พระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น
-   ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 - 18.00 น.
พระธาตุขามแก่น สร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิ ตำบลบ้านขาม ตามประวัติโดยย่อกล่าวว่า โมริยกษัตริย์ เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน อาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้งพระ พุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุ ณ พระธาตุพนม จึงโปรดให้พระอรหันต์และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมาในครั้งนี้ เมื่อผ่านมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วและบริเวณนี้ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพัก ชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้าน เมืองของตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับ ยืนต้นแตกกิ่งก้านผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์ คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้พร้อมกับนำ พระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุและให้นามว่าพระธาตุขาม แก่นมาจนทุกวันนี้ พระธาตุขามแก่นถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุเป็นประจำ บริเวณด้านข้างก็จะมีโบสถ์สมัยโบราณซึ่งมีสถาปัตยกรรมของการแกะสลักไม้ตรง บริเวณหน้าจั่วที่สวยงาม พร้อมชมภาพวาดแปลกตาที่มีทหารยืนเฝ้าด้านหน้าประตูโบสถ์
ศาลหลักเมืองขอนแก่น เป็นสถานที่อันศักดิสิทธิ์ที่ชาวขอนแก่นให้ความเคารพสักการะอย่างมาก ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ ถนนเทพารักษ์ หน้าเทศบาลขอนแก่น ท่านเจ้าคุณปู่พระราชสารธรรมมุนี และหลวงธุรนัยพินิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ริเริ่มสร้างขึ้น โดยนำหลักศิลาจารึกจากโบราณสถานในท้องที่อำเภอชุมแพมาประกอบพิธีทางพุทธ ศาสนา และตั้งเป็นศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2499  ปัจจุบันได้มีการระดมทุนจากชาวบ้านซ่อมแซมศาลหลักเมืองหลังเก่าให้ดูดีขึ้น เสริมยอดฉัตรทองคำหนัก 8 กิโลกรัม พร้อมการขยายพื้นที่ให้สามารถจัดกิจกรรมสำคัญของเมือง ทำให้ศาลหลักเมืองเป็นทั้งที่เคารพสักการะและเป็นลานกิจกรรมไปในตัว ในยามค่ำคืนจะมีการประดับไฟ หรือบางครั้งเราก็จะได้เห็นการฉายหนังกางแปลงในบริเวณนั้นเพื่อเป็นการแก้บน ต่อท่านเทพารักษ์อีกด้วย
วัดพระพุทธบาทภูพานคำ ตั้งอยู่บริเวณไหล่เขาภูพานคำ อำเภออุบลรัตน์ ก่อนถึงทางเข้าเขื่อนอุบลรัตน์เล็กน้อย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองในมณฑป และโดดเด่นด้วยพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หรือ หลวงพ่อใหญ่ ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณเชิงเขาอย่างสง่างาม มีความสูงถึง 14 เมตร มีบันไดทางขึ้นจากลานวัดไปยังยอดเขาจำนวน 1,049 ขั้น หรือจะขับรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาก็ได้  สามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบเขื่อนอุบลรัตน์ได้สวยงาม
เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน สร้างกั้นลำน้ำพอง ตรงช่องเขาแนวต่อของเทือกเขาภูพานและภูพานคำ บริเวณเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม ลมพัดเย็นสบาย มีสวนหย่อมให้นั่งเล่นพักผ่อนหย่อยใจ ภายในบริเวณมีร้านอาหารและบ้านพักให้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ทำการเขื่อนอุบลรัตน์ โทร.0-4344-6231 หรือ กรุงเทพฯ โทร. 0-2436-3271-2
การเดินทางไปชมเขื่อน ไปได้ตามทาง หลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) ห่างจากขอนแก่น 26 กิโลเมตร ถึงหลักกิโลเมตรที่ 470-471 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เขื่อนอุบลรัตน์อีก 24 กิโลเมตร รวมระยะทางห่างจากตัวเมือง 50 กิโลเมตร
บางแสน 2 ตั้งอยู่ที่บ้านหินเพิง ตำบลท่าเรือ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กิโลเมตร บรรยากาศโดยรอบของชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ กิจกรรมกีฬาทางน้ำที่น่าสนใจก็คือ การบริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่าโบ๊ท, ห่วงยาง นอกจากนี้ยังมีบริการร้านอาหารตลอดแนวฝั่ง เน้นเป็นอาหารที่ปรุงจากปลาภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ได้แก่ ปลานิล, ปลาตะเพียน, ปลาช่อน, ฯลฯ  บรรยากาศดี
ถนนคนเดิน จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน  พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 - 24.00 น.
การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว
 - ขอนแก่น อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางรถยนต์ 445 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี ตรงหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจังหวัดขอนแก่น 
-  อีก เส้นทางหนึ่ง ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงสระบุรีแล้วตรงไปตามถนนสระบุรี-ลำนารายณ์ แยกขวาเข้าเส้นทางม่วงค่อม-ด่านขุนทด-ชัยภูมิ-ขอนแก่น หรือ สระบุรี-ลำนารายณ์-อำเภอเทพสถิตย์-ชัยภูมิ-อำเภอมัญจาคีรี-อำเภอพระยืน- ขอนแก่น

รถโดยสารประจำทาง
มีรถออกจากสถานีขนส่งจตุจักรฯ (หมอชิต 2) ทุกวัน สอบถามตารางเดินรถได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส. หรือ www.transport.co.th

กระบี่เมืองน่ารัก ริมฝั่งอันดามัน




กระบี่ เมืองเล็กๆน่ารักที่มีความเป็นมาเนินนานตั้งแต่ครั้งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกระบี่ แม่น้ำสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทย แต่กลับให้ชีวิตกับผู้คนมากมายหลายสมัย จวบจนปัจจุบัน ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ซึ่งต่างยึดถือการมีชีวิตเรียบง่าย บ้างก็อยู่ริมฝั่งทะเลส่วนใหญ่มีชีวิตกับอาชีพประมงและการท่องเที่ยวที่โตวันโตคืน ในขณะที่ผู้คนซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์มีอาชีพเกษตรที่ สำคัญคือสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหลักภาพของที่นี่ผู้คนอาจมีความเชื่อหลากหลายของศาสนาแต่ ทว่ากับอยู่กันได้ดีมีวัฒนธรรมผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัว กระบี่เมืองนี้จึงเป็นเมืองน่ารักริมฝั่งทะเลอันดามันที่ผู้คนอยากมาเยือน ทุกเมื่อ
ฤดูกาลท่องเที่ยว: สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ฤดูร้อนช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
เวลาที่ดีที่สุด: ช่วงเวลาเช้าและช่วงเวลาเย็น

มหัศจรรย์ช่องประตู สู่องค์พระปฐมเจดีย์




ยมชมพระราชวังสนามจันทร์ สมบัติคู่เมืองนครปฐม งดงามด้วยงานสถาปัตยกรรม มหัศจรรย์มองผ่านช่องประตูสู่องค์พระปฐมเจดีย์ทรงลังกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังสนามจันทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2450 เพื่อใช้เป็นที่ประทับขณะแปรพระราชฐานมาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ พระราชวังสนามจันทร์ประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักหลายหลังซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเป็นเลิศทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น ที่สำคัญ มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เมื่อมองจากพระที่นั่งพิมานปฐม บริเวณห้องพระเจ้า (ห้องพระ) จะเห็นเทวาลัยคเณศวร์ และพระปฐมเจดีย์อยู่ในแนวเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 แห่ง อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน เพื่อสามารถทำความเคารพได้ทั้งหมดภายในครั้งเดียว
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง :
เปิดให้เข้าชมเวลา 09.00 น. – 16.00 น. ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น. ปิดทำการในวันหยุดนักขัตฤกษ์
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลขจ 4 ถึง จังหวัดนครปฐม แยกขวาเข้าพระราชวัง
สอบถามข้อมูเพิ่มเติม ติดต่อ :
ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม-นครปฐม) โทร. 0 3475 2847-8

เชียงคาน หนาวนี้ต้องไป..เลย


เชียงคาน เมืองโบราณ ที่ไม่ล้าสมัย"
เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี เมืองเชียงคานเป็นเมืองโบราณที่มีเพียงบ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจน เกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามเชียงคานจะไม่เปลี่ยน แปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไปได้ครับ เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยะธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล ครั้นประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ศิลปวัฒนธรรมการก่อสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน คนที่นี่พลอยได้รับอารยธรรมฝรั่งเศสไปด้วย
การคมนาคมนอกจากเรือ แล้ว จักรยานเห็นจะเป็นยานพาหนะยอดฮิตของผู้คนที่นี่ เราสามารถเห็นจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน แถวเชียงคานอยู่ทั่วไป ส่วนการอยู่อาศัยคนที่นี่จะอยู่บ้านเรือนทรงไทยโบราณเกือบร้อยปี หากใครมีฐานะหน่อยก็จะมีระเบียงหน้าบ้าน จนหน่อยก็มีแค่หน้าต่างเท่านั้น อาหารการกินส่วนใหญ่เป็นจำพวกปลาต่างๆ จากแหล่งน้ำโขงนี่เอง

พระราชวังพญาไท สถาปัตยกรรมในความทรงจำ

ในสมัยยังเด็กนั่งรถเมล์ผ่านโรงพยาบาลพระมงกฏเกล้าทีไร ก็อดชื่นชมความงามของอาคารรูปทรงสวยงามสถาปัตยกรรมประยุกต์ยุโรปผสมไทย โดยที่ยังไม่รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้คือ พระราชวังพญาไท ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เสด็จทอดพระเนตรการทำนา การปลูกผักและการเลี้ยงสัตว์ วังนี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักเป็นที่ประทับ วันนี้ในเวลาสั้นๆ จากความตั้งใจและโอกาสพอดีที่ต้องมาธุระที่โรงพยาบาล ซึ่งพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 ช.ม.ก่อนฟ้าจะมืด จึงรัวชัตเตอร์เก็บภาพ และความทรงจำที่สวยงามพระราชวังพญาไทมาฝากชาว สนุก! ท่องเที่ยว
การเดินทางมาพระราชวังพญาไท นั้นง่ายนิดเดียว จากอนุสาวรีย์ชัยฯ สามารถเดินเท้า (ดีกว่าขับรถเยอะ) มาทาง ร.พ.พระมงกุฏเกล้า เดินมาทางแยกตึกชัย จะเห็นสนามหญ้าเขียวขจี และมีพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ตั้งอยู่ด้านหน้า นั่นแหละ เดินเข้ามาได้เลย
พระราชวังพญาไท ใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในระยะเวลาอันสั้น เพราะเมื่อหลังจากมีการขึ้นเรือนใหม่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็สวรรคต และในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง พระราชมารดา มาประทับที่พระราชวังแห่งนี้ด้วย จนกระทั่งสวรรคตเมื่อปี 2463 หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงรื้อพระตำหนักพญาไท เหลือไว้เพียง พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ซึ่งเป็นท้องพระโรง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งใหม่หลายพระองค์ด้วยกัน รวมทั้งได้รับการสถาปนาวังเป็น พระราชวังพญาไท
ในปัจจุบัน พระราชวังพญาไท คงเหลือพระที่นั่งที่สร้างในรัชกาลที่ 5 เพียงองค์เดียว คือ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ และพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 คือ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งศรีสุทธาวาส พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ พระตำหนักเมขลารูจี สวนโรมัน และ ศาลท้าวหิรันยพนาสูร โดยชื่อของพระที่นั่งจะตั้งให้มีความคล้องจองกัน ได้แก่ ไวกูณฐเทพยสถาน พิมานจักรี ศรีสุทธนิวาส เทวราชสภารมย์ อุดมวนาภรณ์ ลักษณะของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของพระราชวังพญาไทคือหอคอยสูงและหลังคายอดแหลมของพระที่นั่งพิมานจักรี ส่วนภายในมีภาพเขียนแบบปูนเปียกเป็นลวดลายงดงามแบบตะวันตก
ภายในพระราชวังพญาไท ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และเฟอร์นิเจอร์ที่พอจะทำนุบำรุงรักษาไว้ได้ ในหลายส่วนอาจจะเสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ในความรู้สึกแล้ว ของบางอย่างก็ไม่อาจจะทดแทนด้วยสิ่งใหม่ได้เสมอไป การปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปตามเวลาของมันก็จะให้ความรู้สึกและความทรงจำที่ดีกว่า จะนำสิ่งใหม่มาทดแทน ซึ่งเราเองมองว่าการที่คงทุกอย่างไว้และแต่งเติมให้น้อยที่สุดดูจะเป็นสิ่งดีกว่า กับสิ่งที่เราต้องการจะอนุรักษ์
การเดินทาง : พระราชวังพญาไท อยู่ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เขตราชเทวี สามารถเดินทางไปได้ง่าย ๆ และประหยัดด้วยการขึ้นรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีอนุสาวรีย์ฯ แล้วเดินอีกนิดไปตามถนนราชวิถีก็จะถึงโรงพยาบาล
วันและเวลาเข้าชม : เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยจะมีวิทยากรน่าชมวันละ 2 รอบ คือเวลา 09.30 น. และ 13.00 น.
สอบถามรายละเอียดหรืออยากสมทบทุนบูรณะวัง ติดต่อที่ชมรมคนรักวัง โทรศัพท์ 0-2354-7987, 0-2374-7732 ต่อ 93646, 93694
เรื่องโดย: LoLay
ภาพโดย: จอนนอนเล่น - http://www.facebook.com/john.nonlen

เขาใหญ่-วังน้ำเขียว เลาะเลี้ยวเที่ยวเส้นทางสายโรแมนติก


เขาใหญ่-วังน้ำเขียว เมืองท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา เป็นดินแดนที่ใครก็ร่ำลือว่าบรรยากาศดีเว่อร์ ทิวทัศน์สวยงาม มีขุนเขาสลับซับซ้อน สายหมอกลอยอ้อยอิ่ง ดูแล้วสดชื่นสบายตาเป็นยิ่งนัก และถ้าได้ยิ่งมาเที่ยวช่วงฤดูหนาวด้วย ดินแดนแถบนี้ยังเบ่งบานไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน เหมาะสำหรับการมาออกกำลังกายควงคนรู้ใจมาเดินเติมความหวานซะเหลือเกิน ว่าแล้วก็ออกเดินทางเส้นทาง The Way of Love ของเขาใหญ่-วังน้ำเขียว กันดีกว่า
สายๆ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงเราก็มาถึงอำเภอวังน้ำเขียว แหล่งท่องเที่ยวพิกัดแรกที่เราแวะชมกันคือ สวนกล้วยไม้ เขาแผงม้า ออร์คิด เป็นแหล่งรวบรวมบรรดาพันธ์กล้วยไม้ นานาชนิด ทั้งสายพันธ์ไทย และต่างประเทศ กว่า 100 สายพันธ์ รวมถึงสายพันธ์ที่หาดูได้ยาก แถมมีกล้วยไม้พันธ์พิเศษที่มีกลิ่นหอมเหมือนช็อกโกแล็ต เป็นดอกกล้วยไม้มีลักษณะเป็นดอกสีโกโก้ น้ำตาล ดอกเล็กๆ แต่เมื่อดมกลิ่น ก็เหมือนช็อกโกแลตน่ากินเหลือเกิน
เติมความหวานเบาๆ จากสวนกล้วยไม้ก็มุ่งหน้าชมศูนย์การเรียนรู้ ฟลอร่า พาร์ค ดอกไม้บาน...ในสวนสวย แห่งวังน้ำเขียว ณ บริเวณแยกวัดโพธิ์เฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงหมายเลข 3052 วังน้ำเขียว - เขาแผงม้า กิโลเมตรที่ 9) มาชมนิทรรศการทุ่งดอกไม้เมืองหนาว แห่งวังน้ำเขียว กว่า 70 ไร่ พร้อมความงดงามที่น่าประทับใจจากสวนอังกฤษ กุหลาบสายพันธ์อังกฤษกว่า 2,000 ต้น ตลาดนัด "ฟาร์ม เมอร์ มาร์เก็ต" และ " Garden Center " โครงการปลูกผักอินทรีย์ หรือ Veggie Ozone โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งเลี้ยงในเล้า ที่ปล่อยให้เดินไปมากินอาหารได้อย่างอิสระ Greenery Coffee Ozone ไร่กาแฟ 2 สายพันธุ์ ในพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ของ "ศูนย์เรียนรู้ฟ้าประทาน" สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden โดยร่วมกับศิลปินชั้นนำ จำลองภาพอลังการดุจภาพวาดจากปลายพู่กันและถังสีขนาดยักษ์ด้วยเขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง จากดอกไม้ปลูกและหว่านกว่าล้านเมล็ด มีจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูง สำหรับ คนรักการถ่ายภาพด้วย
ออกกำลังกายสายตาชมดอกไม้จนจุใจ ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปชมวิวบริเวณ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพและมีถนนริมอ่างเก็บน้ำที่คดเคี้ยว เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ และพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
แถมด้วยกิจกรรมปากช่องคาวบอยเฟสติวัล ณ ทองสมบูรณ์คลับ สนุกกับกิจกิรรมคาวบอย และ รับประทานอาหารค่ำ สไตล์คาวบอย เป็นเมนูแบบตะวันตกหน้าตาหน้ากินทุกจาน
ใครหลงรักเสียงแบ๊ะๆ ของแกะน้อยมาเขาใหญ่ก็ไม่ควรพลาดแวะชม Sheep Land ตั้งอยู่บริเวณริมถนนธนะรัตน์ กม.ที่ 4 ฝั่งซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มแกะชีพแลนด์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับความน่ารักของแกะตัวเล็กตัวน้อยไปถึงตัวใหญ่ที่สามารถลูบ จับ สัมผัสได้ จะอุ้ม จะกอดทำได้หมด แวะชิม เจลลาโต้ไอศกรีมไขมันต่ำ แบบโฮมเมด แล้วเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดจากผลิตภัณฑ์ขนแกะต่าง ๆ ไปฝากคนที่บ้าน
บ่ายๆเที่ยวเที่ยวชมปาลิโอ (Palio) โครงการสวยๆที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ พร้อมชมและเลือกซื้อสินค้าเก๋ ๆ ภายในโครงการ มาที่ต้องเผื่อเวลาเยอะๆ หน่อย เพราะมีมุมถ่ายรูปเพียบ
อีกวันเราไปชมไร่องุ่น และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากองุ่น ณ ไร่องุ่นกราน-มอนเต้ ในหุบเขาอโศก เขาใหญ่ ในเนื้อที่ กว่า 100 ไร่ ที่ใช้เป็นพื้นที่ในการสร้างผลงานไวน์ชั้นเลิศจากองุ่นหลากสายพันธุ์ อาทิ ชิราห์ ที่ใช้ทำไวน์แดง และ ชแนง บลอง ที่ใช้ทำไวน์ขาว น้ำองุ่น แยม ฯลฯ ท่ามกลางวิวสวยๆ ของผืนป่าดงพญาเย็น ที่ใครได้มาเยือนสักครั้งแล้วจะติดใจ
เป็นทริปสั้นๆ ที่สามารถไปเติมความสุขง่ายๆ ในวันพักผ่อนสุดสัปดาห์ รักมากเที่ยวเขาใหญ่ รักสุดใจท่องวังน้ำเขียว รชอบบรรยากาศแบบไหนก็เลือกไปลัลล้าตามสไตล์กันได้เลย

ล่องคลองมหาสวัสดิ์ สัมผัสวิถีชีวิตริมสายน้ำ


เมื่อพูดถึงคลองมหาสวัสดิ์ หลายคนคงพยักหน้ารู้จัก เพราะคลองแห่งนี้ถือเป็นคลองสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในย่านพุทธมณฑล จ.นครปฐม มากว่า 150 ปีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่านอกจากบทบาทของการเป็นต้นธารแห่งชีวิต คลองมหาสวัสดิ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่พรั่งพร้อมไปด้วยขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่ความบันเทิง ต้อนรับผู้รักความสงบงามของธรรมชาติมาแล้วนักต่อนัก
คลองมหาสวัสดิ์ หรือที่ชาวบ้านขนานนามกันว่า คลองขุด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2402โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อ "ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเสด็จพระราชดำเนินไปพระปฐมเจดีย์ และเป็นคลองคลองเปิดให้เป็นนาสำหรับแจกพระเจ้าลูกเธอ" (พระราชหัตถเลขา, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ร.ศ. 128) เมื่อการขุดคลองแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์จึงได้พระราชทานนามให้คลองสายนี้ว่า "มหาสวัสดี" เชื่อกันว่าความสวัสดีอันเป็นที่มาของคลองแห่งนี้ น่าจะหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสยามประเทศในยุคนั้น รวมถึงความสุขสวัสดีอันเกิดจากการที่ประชาชนจะได้ใช้คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางลัดไปสู่การนมัสการพระปฐมเจดีย์ได้

และพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่อย่าง "พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก" ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะเกี่ยวกับนกฮูกในรูปแบบต่างๆไว้จำนวนมาก ทั้งงานกระดาษ งานเครื่องปั้นดินเผา งานผ้าและหนัง งานเรซิ่น งานเครื่องประดับ รวมทั้งงานไม้
***พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย***
โทร. 0-3433-2061, 0-3433-2607 เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-17.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 8.30-18.30 น.
ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 70 บาท / นักเรียนนักศึกษา 40 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท
***พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก***
โทร. 0-3433-9721 เปิดวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-19.00 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 40 บาท / เด็ก 20 บาท